Sunday, June 04, 2006
ส่งเธอแค่นี้
บอย ตรัยภูมิรัตน์ 3
มีคำคำนึงในหัวใจที่ฉันต้องพูดมัน
ก็รู้ว่าคงมีสักวันที่ฉันต้องบอกไปแต่วันนี้ยังทำใจไม่ได้...
คือคำว่าลาก่อน
เราเคยมีวันคืนที่ดี
มีเธอและมีฉัน
เราเคยมีใจที่ให้กัน
ก็คิดว่าแน่นอน
แต่เราก็เดินมาถึงตอนที่เป็นฉากสุดท้าย... แล้วใช่ไหม
ไม่อยากเป็นคนต้องบอกลา
แค่คิดฉันก็ยิ่งปวดใจ
เก็บเอาความรู้สึกดีๆ ส่งเธอเลยตรงนี้จะได้ไหม
ส่งไกลแค่ไหนเราก็ต้องลาอยู่ดี
ก่อนเราจากกันฉันควรจะหยุดเท่านี้
น้ำตาที่มี ให้เธอโชคดีให้เธอปลอดภัยทุกอย่าง
จะส่งที่ไหน... ฉันคิดว่าคงไม่ต่าง
ยังไง... ก็เจ็บเหมือนกัน
ดูแลตัวเธอเองให้ดี
จากนี้ไม่มีฉัน
เจอใครยังไงไม่สำคัญ
อย่าลืมกันก็พอ
จากนี้ไปคงไม่ต้องรอ
แค่สิ่งเดียวที่จะขอ...ครั้งสุดท้าย
ไม่อยากเป็นคนต้องบอกลา
แค่คิดฉันก็ยิ่งปวดใจ
เก็บเอาความรู้สึกดีๆ
ส่งเธอเลยตรงนี้จะได้ไหม
ส่งไกลแค่ไหนเราก็ต้องลาอยู่ดี
ก่อนเราจากกันฉันควรจะหยุดเท่านี้
น้ำตาที่มี ให้เธอโชคดี...ให้เธอปลอดภัยทุกอย่าง
จะส่งที่ไหน ฉันคิดว่าคงไม่ต่าง
ยังไง... ก็เจ็บเหมือนกัน
เชื่อไหมว่ามัน"ไม่ต่าง"
ยังไงจะคิดถึงเธอ
Monday, April 17, 2006
Human and Rabbit

The Other Side of The Bed
ระหว่างหยุดสงกรานต์ นอกจากจะออกไปเที่ยวแรดสิบผับแล้ว ก็ได้โอกาสดูหนังสามเรื่องรวดคือ just like heaven, The Motorcycle Diaries และ The Other Side of the Bed
สามเรื่องนี้ขอเขียนเรื่องเดียวคือ The other side เพราะชอบเพลงประกอบในเรื่อง ร้องไปเต้นไป เอากันไป หนุกดี ดูแล้วรู้สึกว่าความคิดเรื่อง Monogarmous (ผัวเดียว เมียเดียว) มันชักจางลงไปทุกทีๆ จริงๆแล้วเคยมีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์ monogarmous แต่ที่เราพยายามเป็นแบบนี้ เพราะสังคมจะได้ไม่วุ่นวาย มีระเบียบ และมีศีลธรรมระบุไว้ว่าการทำแบบนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ไม่งั้นคงมีข่าวฆ่ากันมากกว่านี้ แต่หนังเรื่องนี้ กลับมองในมุมว่า ตราบใดที่ทำแบบนี้แล้วต่างฝ่ายต่าง happy ก็ดีนี่นา อารายอย่างน้าน เคยมีคนทำนายไว้ว่าความเชื่อเรื่องผัวเดียวเมียเดียวจะหายไปในอีก 25 ปี เฮ่อ เกิดเร็วไปนิดงะ อีกไม่นาน มนุษย์ก็จะมีพฤติกรรมการสืบพันธ์เหมือนกระต่ายแล้ว คิดถูกแล้วล่ะที่จะไม่มีลูก
แอบลงรูปพระเอกเรื่อง motorcycle diaries 1 ที อิอิ น่าร้าก


Be with me
ไปดูที่ house มา มีคนดูไม่ถึง 20 คน หนังดีทีเดียว เราว่าเราโรคจิต ชอบดูอะไรที่มันออกหม่นๆ อึมๆหน่อยงะ ก็เลยชอบเรื่องนี้ ตอนจบร้องไห้ด้วย แต่แฟนเราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องร้องไห้ ทำไมต้องอย่างโง้น ทำไมต้องอย่างงี้ เราโคตรไม่ชอบอธิบายเลย บางทีเวลาดูหนัง ถ้าเราไม่คิดมาก มันก็จะสนุก ยิ่งไปคิดมากว่า เฮ้ย ไม่สมจริง ไม่มี logic มันก็ไม่ใช่หนัง หนังคืออะไรก็ได้ แล้วแต่คนเขียนบท และผู้กำกับอยากจะให้เป็น อยู่ที่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบ แค่นั้นแหละ ดังนั้น เวลาคนวิจารณ์หนังที่เราชอบ เค้าให้ ดาวครึ่ง แต่เราอบอก โห สี่ดาวไปเลย หรือหนังอย่างหลวงพี่เท่ง ได้ไปหลายร้อยล้าน ทั้งๆที่ดูแล้วอยากจะเดินออกมา เพราะรู้สึกว่าเสียเวลานอน ก็เป็นได้ คณะนิเทศศาสตร์ถึงเป็นศาสตร์ที่ไม่สามารถวัดได้เหมือนเศรฐศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ไม่มีผิด ไม่มีถูก อยู่ที่ว่าเราชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้ หรือไม่ชอบ แค่นี้แหละ

Always แฟนฉัน version ญี่ปุ่น
หนังเรื่องนี้ให้คะแนนเต็มๆกับCG เมื่อคืนฟังหนังหน้าไมค์ พี่จ๋องพูดถึงเรื่องนี้ว่า ผู้กำกับเป็นพวกทำคอม กราฟฟิกมาก่อน และเป็นหนังเรื่องแรกของเค้า เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่คนญี่ปุ่นรักมาก และทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ พอดูหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกเหมือนกับอ่าน reader digest อยู่ หนังทำละเมียด ให้คนคิดด้านบวก love is in the air และพยายามทำให้คนดูเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว เราเองก็ไม่รู้ว่าสังคมญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ให้ความสำคัญกับสถาบันนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นอยู่รอบๆตัวเรา คนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยใกล้ชิดครอบครัวเท่าไหร่ เป็นครอบครัวเดี่ยวซะมาก ดูอย่างบ้านดิชั้น ตอนนนี้จากหกคน เหลืออยู่สาม ยังดีที่น้องสามคนทำงานที่บ้าน แม่ได้เห็นหน้าลูกๆทุกวัน ไม่งั้นเค้าคงอยู่กับหมา นั่งเหงาไปวันๆ คนเราพอยิ่งโตก็ยิ่งมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ได้มองคนที่เค้าอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้จะไปไหนก็จะห่วงแม่ เพราะขาเค้าไม่ค่อยดี ไปแรดโน่นนี่ได้ไม่บ่อย แต่ช่วงหลังนี่เริ่มวาดลวดลายละ คงไม่ได้ให้แม่อยู่ติดบ้านละ เราก็สนับสนุนให้เค้าออกนอกบ้านเพราะเค้าจะได้ไม่เหงา
Perhaps Love งิ้วตะวันตก
เกือบหลับ ไม่อิน ขัดหูขัดตากับอาตี๋ อาหมวย แต่งตัวเป็นชาวตะวันตกไปมา ผิดหวังอย่างแรงกับหนังเรื่องนี้เพราะคิดว่าหนังจะดีกว่านี้ เค้าคงจะพยายามขายเพลง ขาย costume แต่ถ้าเทียบกับ หนังเรื่อง The Other Side of the Bed ที่เป็นภาษาเสปนที่เราฟังไม่ออกเหมือนกัน ยังจะสนุกซะกว่า อ้อ มีดีอย่างนึง เว็บไซต์ทำสวยมาก
Tuesday, April 04, 2006
รมณ์เสียเพราะความเสื่อมของสังคม
จริงๆนะ แค้นเรื่องนี้มาก รู้สึกว่าทำไมถึงอยากเป็นรัฐบาลขนาดนี้ ทำกันแบบนี้แล้วชาวบ้านที่เค้ารับตังค์มาก็กลัวหัวหด การกระทำครั้งนี้ของกกต.มันทำให้เราต้องการที่จะไปม๊อบเลยล่ะ (แม้จะเหม็นขี้หน้าจำลองก็ตามที) น้องชายเรา พอมันเห็นคูหาแบบนี้ มันหันหลังกลับแล้วก็ชูออกมาให้คนที่หย่อนบัตรรู้ไปเลยว่ากูกา "ไม่เลือกใครโว้ย" แถมวันนั้นมารู้ที่วัดว่าแม่เรากาทรท เพราะชีไม่ชอบจำลอง ก็รมณ์เสีย น้องชายเราแทบจะทิ้งแม่ไว้ที่เขตเลือกตั้งและให้นั่งแท๊กซี่ไปวัดเองซะงั้น ฮ่าๆๆๆ แต่มารู้อีกทีวันนี้ว่าแม่เราทำบัตรเสีย เพราะชีกาทั้งใช้ปากกา และตรายางปั๊ม ฮ่าๆๆๆๆ สมเป็นแม่กูจริงๆ
อ่านกระทู้พันทิพย์แล้วก็ปวดใจ พยายามเข้าใจคนที่เค้าคิดต่างจากเราเรื่องคูหาเลือกตั้ง แต่ยังไงก็ทำใจไม่ได้ ล่าสุดมีลือในพันธ์ทิพย์ว่านายกขึ้นฮ.ไปหาในหลวงที่วังไกลกังวล ณ ตอนนี้ที่กำลังพิมพ์อยู่ หุ้นได้ขึ้นไป 8 จุดแล้ว จริงไม่จริงอย่างไรไม่รู้ แต่ถ้าเป็นจริงประเทศไทยคงอยู่ในสภาวะสงบกันสักที คนไทยจะได้เอาสมองไปคิดไปทำอย่างอื่น เบื่อเรื่องนี้จะตายอยู่แล้ว
รมณ์เสีย
Tuesday, March 21, 2006
Tahiti80
Wednesday, March 15, 2006
Capitalism and the world
หลังจากที่วัยรุ่นเซ็งกับ Invisible Wave ที่ไม่มีรอบและโรงให้ดูเรย ก็ต้องรีบไปดูเรื่องนี้ก่อนที่จะพลาดอีก และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ หนังวางโครงเรื่องได้น่าสนใจและหยิบยกประเด็นความเห็นแก่ตัวของพวกบริษัทยาและระบบทุนนิยม ที่คิดในแง่ผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่นึกถึงมนุษยธรรม เพียงเพราะ "ยังไงพวกเขาก็ต้องตายอยู่แล้ว" ปีนี้หนังที่ได้รางวัลออสการ์ที่เราดูเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Racism ทั้งสองเรื่อง ตอนแรกเรากะว่า เรื่องนี้องดูยากและน่าเบื่อ เพราะเราไม่ชอบ City of God ดูไม่จบอีกต่างหาก แต่เรื่องนี้ดูแล้วรู้สึก สนุก และน่าติดตามไปจนจบเรื่อง ตอนจบก็ทำได้สวย ดูไม่เป็น Hollywood เกิน
การที่บริษัทยารักษาวัณโรค ทดลองยาเหล่านี้กับผู้ยากไร้ในแอฟริกา หนังพยายามสื่อให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ "ไร้มนุษยธรรม" เพราะพวกเขาก็เป็นคนเหมือนๆกัน ทำไมต้องทำสิ่งเลวร้ายเหล่านี้แก่พวกเขา หนังพยายามบอกว่า ระบบ "ทุนนิยม" ทำให้มนุษยธรรมหายไป ทำให้คนตายจากการทดลองยา
ในฐานะที่เรามองว่า ระบบ "ทุนนิยม" มันไม่ได้เลวร้ายไปทุกเรื่อง ทุกๆอย่างมีสองด้านเสมอ ในมุมมองเรา เรารู้สึกว่า ถ้าบริษัทยามีวิธีการทดลองยาที่ดีกว่านี้ กล่าวคือให้สิทธิ์พวกเขารับรู้ว่า พวกเขากำลังกินยาอะไรอยู่ และจะมีผลอย่างไรหากยานี้มี side effect บริษัทเองก็ต้องทำการทดลองยาเพื่อช่วยผู้ป่วยอีกหลายล้านคน หากวัณโรคระบาดจริงๆ หรือยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นปัจจุบันคือ โรค HIV ที่แพร่ระบาดรุนแรงทั่วโลก โดยเฉพาะในแอฟริกา การทดลองที่ต้องใช้เวลานานในห้องแลบ คงจะไม่สามารถช่วยคนได้ทันมากกกว่าการทดลองกับคนจริงๆ เรามองในแง่กลับกันว่าบริษัทอาจไม่ได้ต้องการประหยัดเวลาเพราะพวกเขาอยากได้เงินเร็วๆ แต่โลกใบนี้ ทุกๆ 1 ชั่วโมง มีผู้ป่วยที่ตายด้วยโรค HIV 353 คน จะดีกว่าไหม หากเราทดลองยากับคนหนึ่งคนที่กำลังจะตายอยู่แล้วเพื่อให้อีก 352 คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้เร็วขึ้น
เราคิดว่า สิ่งที่บริษัทยาทำ ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่พวกเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องคือ พวกเขาไม่ให้ผู้ที่ถูกทดลองมีสิทธิ์ในการเลือกที่จะถูกทดลองยา หรือเลือกที่จะไม่ถูกทดลองยา ไม่ควรหลอกล่อพวกเขา แค่นั้นแหละ
ทำไมช่วงนี้ เรารู้สึกว่าสังคมสับสนกับคำว่า "ทุนนิยม" มากๆ เรายังเชื่อว่า ลัทธิทุกๆลัทธิมีสองด้านเสมอ ไม่มีด้านใดที่ที่สุดและเลวที่สุด แต่เราคิดว่าผู้ปกครองประเทศ ควรดูว่า สิ่งไหน "เหมาะสมที่สุด" กับประเทศนั้นๆต่างหาก แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศคิดเห็นเหมือนกันได้ว่า ระบบการปกครองประเทศที่ผู้นำทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างที่เถียงกันว่า กฟผ.ควรเข้าตลาดหรือไม่ ในมุมมอง "ทุนนิยม" แน่นอนว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้น ตลาดทุน ของประเทศไทยได้เนื่องจาก Market Cap จะขยายขึ้น เงินนอกจะไหลเข้ามาหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น แต่แน่นอน สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่โปร่งใสในการแจงหุ้น ที่มักจะตกอยู่ในมือนักลงทุนเพียงไม่กี่นามสกุล เพราะพวกเขา "มีทุน"มากกว่า ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมกันของสังคมก็เกิดขึ้น
สิ่งที่คนไทยจะทำได้คือ ก็ต้องเลือกพรรคที่มีแนวคิดแบบออกสังคมนิยมหน่อยๆน่ะ ไม่เอาทุนนิยมจ๋า แต่ก็อย่างว่าแหละ ทางเลือกเมืองไทยมีเยอะนักนี่ ไม่เหมือนแถวยุโรป เค้ามีพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะสังคมนิยม ทุนนิยม แรงงาน สิ่งแวดล้อม โน่นนี่
เฮ้อ พูดเรื่องพวกนี้แล้วเบื่อ แก้ไขอะไรมากไม่ได้ ได้แต่พูด เอ้า ชนนนนนนน หมดแก้วดีกว่า >_<
Thursday, March 09, 2006
Red, Yellow, Black or White, Your hearts are all the same reddish
เราขอจัดให้ CRASH เป็นหนังที่เราชอบที่สุดตั้งแต่ต้นปี เราคิดว่าหนังเรื่องนี้สมควรได้ OSCAR ด้วยส่วนประกอบหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ปัจจุบันในโลกนี้ที่คนเกลียดกันและฆ่ากันเพียงเพราะว่าเราเกิดมาเชื้อชาติต่างกัน บทของหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนสามรถเชื่อมตัวละกรได้ดี และไม่ทำให้ตัวไหนด้อยไปกว่าตัวไหน ทั้งยังไม่รู้สึกว่าได้ลืมตัวละครตัวไหนไป ตอนจบของตัวละครแต่ละตัว สามารถเติมเต็มเนื้อเรื่องที่ปูมาตั้งแต่ต้นได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งตัวละครมีมิติ ทำให้เรารู้ถึงที่มาที่ไปว่าอะไรทำให้เค้ามีความคิดแบบนั้น
ตอนที่เราชอบที่สุดคือตอนที่แมท ดิลลอนต้องช่วยผู้หญิงผิวสีที่รถคว่ำ เหตุการณ์นี้ทำให้เราคิดได้ว่า จากการที่เขามี stereotype ในจิตใจว่าเขาไม่ชอบคนดำ และทำการกลั่นแกล้งไปก่อนหน้านี้ ลึกๆแล้ว คุณธรรมนี่แหละที่ค้ำจุนโลก ไม่ว่ายังไง เค้าก็ช่วยคนๆนี้ เพราะเค้าเป็นคนเหมือนกับเรา
เราเคยสบประมาทคนลาว โดยการใช้คำด่าว่า "ลาว" เวลามีใครแต่งตัวหรือกระทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่เราเคยมีประสบการณ์คนลาวเอาอาหารมาให้เรากินตอนเราอยู่ฝรั่งเศส แล้วเค้าก็บอกเราว่า "ไทยลาว พี่น้องกัน" เราน้ำตาแทบไหลเลย สาบานเลยว่าจะไม่ใช้คำนี้ว่าใครและจะไม่ดูถูกพวกเขาอีกแล้ว Y_Y หนูผิดไปแล้วค่ะ
หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า "การตั้งแง่" ว่า คนแต่งตัวอย่างนี้ เชื้อชาตินี้ คงจะมีนิสัยอย่างนี้ บางครั้งก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา ไม่เพียงแต่อเมริกาหรือทั่วโลกจะมีปัญหาแบบนี้ คนไทยเองก็เช่นกัน เราเคยมีประสบการณ์ที่แย่ๆกับคนใต้ตัวดำ เราก็เลยไม่ชอบคนประเภทนี้ เวลาเราเจอ เราก็จะรู้สึกว่าพวกเขาเหล่านั้นขี้โกง แต่จริงๆมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด (แต่ขอบอก เวลาเราไปขายของ พวกแขกนี่ เรารับไม่ได้จริงๆว่ะ 99% เป็นพวกนิสัยซื้อของแย่จริงๆ จะให้ไม่คิดว่าพวกเขาเป็นแบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะเจอกับตัวเองทุกที )
ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงเพลงนี้ขึ้นมา จิงๆอยากจะโหลดมาไว้ใน blog นี้ แต่โง่ทำเป็นเป็น เลยเอา lyrics มาให้ลองอ่านกันดูนะ ความหมายดีจ้ะ
Artist: Sarah Connor Lyrics
Song: Love Is Color-Blind
It don't matter if you're blackwhite or yellow,
if you're brown or red
let's get down to thatlove is color-blind
remember whrenI was a child
and couldn't understand people having fun
discriminating all the different ones
mama just used to say
when you grow up you'll maybe find a way
to make these people see
that everything I do comes back to me
You gotta live your live
we're all the same, no one's to blame
they gotta live their lives
just play the game and let love reign
It don't matter if you're black white or yellow,
if your brown or red
let's get down to that
love is color-blind
you're my brother, you're my friend
all that matters in the very end
is to understand
love is color-blind
remeber as a young boy
I watched my neighbourhood go up in flames
I saw the whole thang thru tears of pain
and a situation's rackin' my brain
I wish I could fly away and never come back again
we need some love y'all
we need some real deal help from above y'all
I mean the kids watchin'and I just can't see it stoppin', I don't understand
I mean we all bleed the same blood, man!
You gotta live your life
better than our fathers did
let's make some love, baby, have some kids
they gotta live their lives
and I don't care what color they are, or u are, or we are
it's all love, baby!
You have been my mother
you could have been my brother
what if you were my sister
if you were my father?
you could have been my fella
you could habe been my teacher
what if you were my friend?
would be so nice to meet ya
take it out to the world
tell every boy and every little girl
be proud of yourself
cause you're as good as anybody else
put away your prejudiceopen your mind, don't need a stick to this
try to make this eartha better place without a racial curse
Transamerica
หนังดี ว่าจะเขียนก่อนหน้านี้ แต่พอดู CRASH แล้ว in มากกว่า เลยไม่มีอารมณ์เขียนละ เอาเป็นว่า มีดาราในเรื่องนี้หน้าเหมือนแม่ดิชั้นมาก ไม่เชื่อลองดู
Wednesday, March 01, 2006
กรุงเทพเมืองแฟชั่น...ช่วงไหน

ให้ดูเล่นๆ นสพ.ผู้จัดการมาสัมภาษณ์ลงใน metro life ฉบับวันเสาร์ ชั้นให้สัมภาษณ์ด่ากรุงเทพเมืองแฟชั่นเยอะมาก ก็ไม่เอะใจว่าทำไมต้องโทรมาสมภาษณ์สองรอบ ก็ยังด่าไปเหมือนเดิม จนมาเห็นว่า อ้าว คอลัมน์นี้ กรุงเทพเมืองแฟชั่นเป็นสปอนเซอร์นี่หว่า -_-" จ๋อยเลยงะ แถมพี่เบิร์ดคนที่หุ้นร้านด้วย โทรมาด่าว่าไม่มีชื่อเค้า ทั้งๆที่ชั้นย้ำกับนักข่าวแล้วว่าให้ลงชื่อพี่เบิร์ดด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวมีเรื่อง แถมสัมภาษณืวันไหน ไม่สัมภาษณ์ มาวันที่พี่เบิร์ดและแฟนเผ่นไปเที่ยวเหลาเหลียงซะงั้น เหอเหอ สงสัยพระเจ้าเข้าข้างโทษฐานให้ชั้นเฝ้าร้านคนเดียวบ่อยๆ
Monday, February 27, 2006
คุณจะทำยังไงหากมีเงิน 70,000 ล้าน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปดูหนังในงาน Bangkok Film Festival ที่ Siam Paragon เรื่อง Millions เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเที่ยวสยาม พารากอน โรงหนังกว้างดี มีที่ให้ยืดขาดีเลยแหละ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรานั่งแถวเกือบหลังสุดหรือเปล่า ขึ้นเรื่องมาสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่ซื้อ DVD มาดู เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะหนังไม่มี subtitle น่ะสิ หึหึ กษมาก็นั่งดูหนังอังกฤษ with cocky accent ซะงั้น และต้องคอยถามคนนั่งข้างๆเป็นระยะๆ แต่อย่างไรก็ตามด้วยบุญบารมีกับภาษาที่พอใช้ก็ทำให้ดูหนังได้พอถูๆไถๆ
เห็นพี่ยุ้ยบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่น่าเข้ามาฉายที่บ้านเรา จึงนับว่าเป็นบุญที่ได้มาดู แต่ยังไง ชั้นก็ชอบ trainspotting มากกว่า ดูกี่รอบก็ยังรู้สึกสนุกและอินเวลาที่พระเอก get high ชะมัด (อยากมีส่วนร่วม หุหุ)
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนึงซึ่งอยู่ดีๆก็มีเงินทับหัวเป็นล้านๆปอนด์ และจะต้องรีบ convert ให้เป็นเงินยูโรโดยเร็วที่สุดเพราะรัฐบาลอังกฤษจะเลิกใช้เงินตระกูลนี้ (แต่มันจะเป็นไปได้จริงๆหรือ ถ้าเป็นจริงก็เสียดายแย่ ทุกวันนี้ยังเสียดายคำว่า "ฟรังค์" อยู่เลย) ที่ชอบคืออีพี่ชายของพระเอก อายุไม่เกิน 11 ขวบแน่ๆ มันไม่ยอมเอาเงินไปให้เพราะเพราะมันให้เหตุผลว่า เพราะพ่อต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลภึง 40% หึหึ อีเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา และในวันสุดท้ายที่จะต้องแลกเงินสกุลปอนด์เป็นยูโร บรรดาชาวอังกฤษก็แห่กันไปที่แบงค์กันยาวเหยียด ที่เด็กคนนี้ มันพาพ่อไปที่ exchange counter เพื่อที่จะแลกเป็นเงินดอลล่าร์ เพราะเงินดอลล่าร์ก็สามารถเก็บไว้ได้เหมือนกัน แถมไม่ต้องรอคิวนาน อีพ่อถึงกับงงและถามมันว่า How did I get you?
กลับมาที่เรื่อง "ถ้าคุณมีเงิน 70,000 ล้าน คุณจะทำอะไร" ก็คงคิดตอนนี้ไม่ออกหรอก เพราะไม่ได้ตระกูล ช.น.ว. หรือ ด.ม.พ. แต่ที่แน่ๆ เราเพิ่งได้ยินเรื่องๆนึงจาก source ที่เชื่อถือได้ว่า ซูสีไทเฮาตระกูลนี้ไปกินข้าวที่เอ็มโพเรี่ยม และมีคนมาที่โต๊ะหล่อน ชี้หน้าด่าว่า "อีหน้าด้าน" เป็นชั้นๆคงเอาจานข้าวยัดปากมันแล้ว ตามประสานิสัยแม่ค้า แต่ซูสีไทเฮาท่านนี้คงหน้าชา และเดินไปเลย ล่าสุด ลุกสาวเค้าไม่ได้ไปเรียนที่จุฬาฯแล้ว เฮ้อ เคยได้ยินว่าคนมีเงิน ใช้เงินปูทางเดินไปโน่นนี่ได้ แต่เรื่องนี้ คนมีเงิน ไม่มีที่จะอยู่ในประเทศบ้านเกิดแฮะ
เด็กหอ
หนังฝีมือผู้กำกับทรงย้งเพื่อนเราเอง โดยส่วนตัวแล้วตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก บอลบอกว่าเป็นเรื่องของเด็กหอแล้วเจอผี ฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เรามีความเชื่อว่าย้งต้องไม่ทำแค่หนังผีเด็กแน่ๆ และพอให้ดูแล้วก็ดีใจที่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ น้องแน๊คเล่นดีมาก แต่เราไม่แน่ใจว่าที่แน๊คเล่นแบบนี้เป็นเพราะน้องเค้ามีคาแรกเตอร์แบบนี้หรือเปล่า คือดูเป็นเด็กนิ่งๆ เหมือนกับคิดอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะตอนที่เราดูแฟนฉันเราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน
หนังเรื่องนี้ท่าทางจะดูแผ่วกว่าเพื่อนสนิท กระแสไม่ค่อยแรง ถึงแม้จะทำ marketing สุดๆ ยังไงก็เอาใจช่วยนะเพื่อน!


