Monday, November 26, 2007

แสงศตวรรษ: เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียน ว่าย ตาย เกิด

ไม่เคยดูหนังของพี่เจ้ย และไม่คิดว่า ถ้าหนังเรื่องนี้เข้า เราจะไปดูในโรง แต่เหตุที่หนังเรื่องนี้ได้มีโอกาสฉายที่สถานฑูตฝรั่งเศสโดยให้ดูฟรี ได้ข่าวว่าคนยื้อแย่งกันมาก ตอนแรกจะทุ่นแล้วเพราะป่วย แต่กลัวพี่ยุ้ยด่า จึงไปดู
เรารู้สึกว่า theme ของหนังเรื่องนี้คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย การเวียนว่ายตายเกิด บอกตามตรง หนังแนวนี้ไม่ใช่สไตล์หนังที่เราชอบ มันเหมือนกับเราดูในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วในพุทธศาสนา แต่การถ่ายภาพสวย เราชอบฉากที่คนเดินทางเป็นหมู่คณะ จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ดูหลอนดี เหมือนเรากำลังดูหนังอวกาศ วิทยาศาสตร์ แต่ฉากนั้นคือฉากโรงพยาบาล ดูจบแล้วก็เกิดคำถามว่า คนที่เค้าจะตัดฉากพระดีดกีตาร์ หมอกินเหล้าในโรงพยาบาล ไม่ทราบว่า พ่อแม่มันเป็นหมอหรือเป็น...หรือเปล่า อะไรจะขนาดนั้น แตะต้องกันไม่ได้ สะเทือนถึงดวงดางกันไปเลยหรือไง ไม่ว่าพระหรือหมอ ต่างก็เป็นปุถุชนธรรมดา มีความรู้สึก มีสิทธิ์เหมือนคนอื่นทั่วไป คิดแล้วก็สงสารประเทศไทยอีกครั้ง ที่อำนาจมักจะตกอยู่กับพวกไดโนเสาร์

The Dreamers: ฉันเป็นของเธอคนเดียวเสมอ

ช่วงนี้ที่บ้านมีแผ่น DVD เยอะมากเพราะเพื่อนของน้องสาวไปเรียนต่อที่อังกฤษ เค้าฝาก DVD ที่เป็นสมบัติเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองไทยให้โย่งไว้ เราเพิ่งขึ้นไปดูที่ห้องน้อง พบว่ามีหนังอาร์ทดีๆหลายเรื่องเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง The Dreamers เหตุผลที่หยิบหนังเรื่องนี้มาดูเพราะฉากอยู่ที่ปารีส 55 จบ
เรื่องราวของสองพี่น้องที่ทั้งสองรักกันเหมือนแฝดสยาม จนวันหนึ่งได้พบกับเพื่อนหนุ่มชาวอเมริกัน เรื่องราวในชีวิตของพวกเขาทั้งสามคนจึงเปลี่ยนไป
หนังเรื่องนี้มีความดิบในตัวตลอดเวลา ปล้ำกันเห็นๆ นมหรือช้างน้อยก็เห็นกันจะๆ ชัดเจนในอารมณ์ทางเพศตลอดเวลา หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าพี่น้องคู่นี้อยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ต้องการรับรู้โลกภายนอก ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง พวกเขายินดีที่จะอยู่ในถ้ำของตัวเอง เพื่อมีเพื่อนใหม่เข้ามา พวกเขาก็ต้อนรับเพื่อนใหม่ด้วยวิธีพาเขาเข้ามาในโลกของคนทั้งสอง แต่ปฏิเสธที่จะออกมาเจอโลกภายนอก ฉากหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พี่น้องคู่นี้ต้องการจะโกนขนลับของหนุ่มอเมริกัน เมื่อเขาตอบคำถามแพ้ เพราะต้องการให้เขาเป็นเด็กที่อยู่ในโลกส่วนตัวของเขาแต่เพียงอย่างเดียว ในตอนจบ พี่น้องทั้งสองได้แสดงจุดยืนที่จะเลือกอยู่กับสิ่งเดิม ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร หนังเรื่องนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศสที่ไม่ต้องการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกว่าเค้าไปกันถึงไหนแล้ว รักแต่พวกพ้องกันเองก็เพียงพอ
เรื่องนี้ดูแล้วก็สนุกดี นางเอกหุ่นดีมากๆๆๆๆๆ costume ก็เก๋ เท่ห์ สไตล์ ปารีเชียง

รักแห่งสยาม Movie of The Year on Faraboon chart

ขอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยดูหนังของน้องมะเดี่ยวเลย นับตั้งแต่ คนผีปีศาจ หรือ 13เกมสยอง เหตุผลเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่หนังแนวเรา และไม่ใช่ค่าย GTH (อันนี้ขอน้อมรับให้ถูกด่าแต่โดยดี) ส่วนใหญ่เหตุผลหลักๆที่เราเลือกที่จะดูหนังไทย เราจะดูผู้กำกับก่อน เช่น ไม่ว่าหนังเรื่องไหนของเป็นเอก, คุณ วิศิษฐ์, พี่ต้อม ยุทธเลิศ , หนังของพี่เก้ง หรือแน่นอนคือหนังของเพื่อนๆแฟนฉัน เราต้องติดตามดูแทบทุกเรื่อง แต่เรื่องรักแห่งสยามนี้เรามีความตั้งใจที่จะไปดูมาก ไม่ใช่เพราะน้องมะเดี่ยว แต่ชอบเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ (นั่นแหละ มีเหตุผลเดียว ขอน้อมรับให้ถูกด่าต่อ) ต้องขอบอกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำ marketing ได้ดีมาก และฉลาดในการเลือกหัวข้อ (อย่างที่ในหนังบอกว่า แต่งเพลงให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก มันจะ mass กว่า ) มะเดี่ยวจึงเลือกที่จะทำหนังรักแต่เป็นในแบบฉบับของเขา แต่ในใบปิด เขาขายภาพความรักใสๆ เด็กหน้าแบ๊ว 4 คน เพื่อความ mass ของตลาด ต้องขอขอบคุณฝ่าย PR และ marketing ของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้เราได้ดูหนังดีๆ ขอบอกว่า หนังเรื่องนี้เป็น Movie of the year ของฟารบูนเลยทีเดียว

เรื่องราวความรักของเด็กสี่คนบวกกับพ่อแม่ซึ่งเราสามารถเห็นความสัมพันธ์ของตัวละคนเหล่านี้กันดาษดื่น มะเดี่ยวสามารถทำให้เราเชื่อได้ว่า นกสินจัยกับ กบ ทรงสิทธิ์เค้ารักกันจริงๆ โต้งกับมิว รักกันจริงๆ เรารู้สึกอินไปกับตัวละครของแต่ละตัวได้อย่างไม่ยาก มะเดี่ยวปูพื้นฐานตัวละคนแต่ละตัวได้เนียนมาก หนังเรื่องนี้การถ่ายภาพก็ดูเป็นธรรมชาติ แต่สิ่งที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือบทหนังที่ปูเรื่องได้อย่างเนียนและไม่สะดุด มีหลายๆประโยคที่ฟังแล้วจี๊ด และมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ตลอด เราขอ quote ประโยคเด็ดจากเพื่อนเจิ๊ดสุดสวยที่อุตส่าห์ส่งเมล์มาให้

สุนี - เลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด
จูน - แล้ววันนึง เราก็จะรู้ว่า ความรักอ่ะ มันไม่มีมากเกินไปหรอก

เจิ๊ดชอบอันนี้สุด
มิว - ถ้าเรารักใครซักคนมากๆ เราจะทนได้เหรอที่จะต้องลาจากกัน
แต่เราจะอยู่ได้ยังไง ถ้าเราไม่มีความรัก
นั่นแหละคือความเหงา

แต่เราชอบอันนี้ที่สุด
โต้ง – โต้งคงเป็นแฟนมิวไม่ได้ ... แต่ไม่ได้หมายความว่า โต้งไม่ได้รักมิวน่ะ

เราเคยอ่านบทสัมภาษณ์มะเดี่ยว เค้าบอกว่า ชีวิตเค้าวนเวียนอยู่ในสยามมาตั้งแต่เล็กจนเข้านิเทศฯ จุฬา มองย้อนกลับมาที่ตัวเราก็นึกได้ว่า เออ เหมือนกันเลย เริ่มมาเที่ยวสยามตั้งแต่เรียนพิเศษที่กิ่งเพชรแล้วโดดเรียนมาเดินมาบุญครอง ตอนอยู่เตรียมฯ ก็เรียนพิเศษที่นี่ อยู่จุฬาฯก็เดินเล่นที่นี่ เรียนจบ ทำงานแล้ว ก็นัดเจอเพื่อนที่นี่ แม้ว่าตอนนี้เราจะแก่แล้ว แต่ก็ยังไม่ขัดเขินที่จะมาเดินสยาม ทุกเพศ ทุกวัย ก็เดินวนเวียนกันอยู่ที่นี่ แก่มีลูกแล้วก็ต้องส่งลูกมาเรียนพิเศษ ระหว่างที่เรากำลังดูหนัง เราเหมือนกับว่ากำลังมองชีวิตและความเป็นไปของวัยรุ่นในสยามที่เดินผ่านกันไปมาดาษดื่น แต่ละคนก็มีเรื่องในใจ มีชีวิตแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านคือ “ความรัก”
ไม่อยากเขียนมากเพราะกลัว spoil หนัง (แต่คงไม่มีใครมาอ่าน blog ตูอยู่แล้วล่ะ ) เอาเป็นว่า ขอสรุปตอนท้ายว่า ... น้องมาริโอ น่ารักที่สุดเรย คริๆ