Saturday, April 19, 2008

Happy Songkran 2008

จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองอยู่กรุงเทพฯช่วงสงกรานต์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ปีนี้ไม่ได้ไปไหน เพราะต้องเก็บตังค์แต่งงาน แอบเซ็ง แต่ทำไงได้ อยากไปทะเลๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
anyway อยู่กทม.ก็ดีเหมือนกัน หยุดสี่วันทำโน่นทำนี่ นอนตื่นสาย ดูหนังไปสองเรื่อง (Always 2 กับ ปิ๊ดปี้ปิ๊ด 2 นมหกทั้งเรื่องเลย) แล้วยังเล่นน้ำไปสองวัน เที่ยวสองคืน ไปสำเพ็ง ไปจตุจักร ไปร้านการ์ดที่อยู่ไกลมากๆๆๆๆๆๆๆๆ และหลงทางอีกต่างหาก และที่ขาดไม่ได้ กินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หยุดสี่วันรู้เลยว่าอ้วนขึ้น เหอๆ

วันที่ไปเล่นน้ำที่สีลม ตื่นเต้นมาก เพราะคนเยอะจัด ไม่เคยเห็นคนเยอะที่สีลมขนาดนี้ ที่เคยไปเล่น ก็แค่ซอย 4 แต่นี่ปิดทั้งสีลมเลย เห็นว่าข้าวสารให้ปิดสองทุ่ม คนเลยแห่กันมาที่นี่ คิดแล้วก็แปลก รัฐบาลเอาหัวแม่โป้งคิดอีกละว่า จะให้เล่นถึงแค่สองทุ่ม คนมันก็แห่ไปที่อื่นสิ เราว่า ข้าวสารมันต้องไม่ให้เงินใต้โต๊ะตำรวจ มันเลยออกกฎโง่ๆมา ไม่เล่นข้าวสาร เค้าก็ไปเล่นที่อื่น ไม่เห็นจะต้องสนใจ อีกระทรวงวัฒนธรรมก็บ้าๆบอๆ เอา girly berry มาแต่งชุดไทย ทำท่าไหว้ แล้วก็รณรงค์ให้คนใส่ชุดไทยวันสงกรานต์ สักพัก พอพวกนี้ไปออกคอนเสิร์ตที่ข้าวสาร แล้วแต่งตัวเหมือนเดิมที่พวกเค้าแต่ง ก็ทำท่าไม่พอใจ ทั้งๆที่จริงๆ สาวๆพวกนี้เค้าก็แต่งตัวแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ช่วงแรกที่เอามาใส่ชุดไทย ทำท่าไหว้ สื่อก็ด่าเหมือนกันว่า ทำอะไรอยู่อ่ะ เห็นแล้วรู้เลยว่า แอ๊บชัดๆ วงนี้ถ้าไม่แต่งตัวแบบนี้ มันก็ไม่มีอะไรดึงดูดอยู่แล้ว เค้าเน้นขายหน้าตา ไม่ได้ขายเสียงอยู่แล้ว อีกระทรวงบ้านี่โง่เองที่เอาวงนี้มาเป็น presenter

คนไทยทำแบบนี้ประจำอ่ะ เบื่อ คิดแค่ฉาบฉวย เอะอะก็ใช้ presenter ไปมา ไม่ได้ศึกษาถึงปัญหาและสาเหตุของวัฒนธรรมจริงๆว่าทำไมคนไทยถึงไม่รักษาวัฒนธรรมการแต่งกายประจำชาติเหมือนญี่ปุ่น คนไทยกำลังถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมข้ามชาติ ซึ่งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะสื่อต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา รวมถึงโลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น คลื่นวัฒนธรรมลูกไหนที่มาแรง และมีความถี่สูง ก็ย่อมกลืนคลื่นลูกอื่นๆไปได้ง่าย

เฮ่อ บ่นอีกละ เดี๋ยววันนี้ว่าจะไปดูสี่แพร่ง ไม่รู้หนุกเปล่า เมื่อไหร่งาน roadshow จะเสร็จซะที เหนื่อยจัง ทำงานกับ perfectionist ไม่รู้ว่างานจะออกมาเป็นไง ที่กลัวก็ภาษาอังกิดอ่ะ คน goldman sachs ที่สิงคโปร์พูดเร็วมากกกกกกกก คุยกับชีทีจะเป็นลม แถมยังเจอ mr. perfectionsit อีก และท่านก็สนิทกับนายเราเป็นพิเศษ จะด่าไรเรา ถึงนายแน่ๆ 55555 มันส์โว้ย เอาวะ อย่างมากก็โดนไล่ออก แต่หวังว่าคงไม่ทำให้บริษัทต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเราละกัน

Sunday, April 06, 2008

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจ Vantage Point

สืบเนื่องจากการที่บ้า Prison Break มาก จึงสนุกกับหนังรื่อง Vantage Point มาก หนังพวกแนวลอบสังหารปธน.สหรัฐ เลิฟมาก สงสัยเป็นเพราะคงอยากให้อี GB มันโดนลอบสังหารจริงๆ ฮ่า Ops ไม่เอาๆ คิดแบบนี้บาป

หนังมีการวางบทได้สนุกดี ลักษณะการดำเนินเรื่องแปลก แต่อีชะนีที่นั่งข้างๆสี่ห้าคนดูแล้วก็หัวเราะว่า ทำไมต้องเริ่มเรื่องแบบนี้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดใจมาก เพราะรำคาญ สักพักก็ทำใจได้ว่า เออ..คนเรามองมุมต่างกันจริงๆ เรามองว่าเท่ห์ แต่อีกห้าคนมองว่า ผู้กำกับมันทำอะไรของมัน

ช่วงเดือนวันเกิดที่ผ่านมา บริษัทมีความวุ่นวายใหญ่หลวง เราเองก็ไม่สบายสองครั้งซ้อน ไม่รู้อะไรกันนักกันหนา แต่พอหลังวันเกิดก็รู้สึกว่าค่อยๆดีขึ้น ดวงเราจะเป็นอย่างนี้ทุกปี เพิ่งมาสังเกตตุวเองเมื่อไม่นาน สิ่งที่ทำได้คือ พยายามแผ่เมตตา ใส่บาตร และคิดว่าอะไรๆคงจะดีขึ้นในไม่ช้า

เพราะความรัก..ไม่มีการหยุดพักเหมือนการเรียน


หลายอาทิตย์ก่อนไปดูหนังเรื่อง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ย้งเค้าคงทำหนังให้กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ม.ปลายไปจนถึงมหาลัย แต่เราก็ยังหน้าด้านเดินเข้าไปดู ฮ่า หนังดูแล้วสนุกดีอ่ะ ดูจบยังคิดเลยว่าน่าจะทำเงิน เพราะหนังออกแนวน่ารักๆ แต่ก็ไม่ได้เลี่ยน ดูแล้วสนุกสนาน ร่าเริง เพลงเพราะ เราว่าจะทำหนังให้มันได้อย่างนี้ ยากกว่าหนังแบบที่บทหนักๆแบบ คืนบาปพรมพิราม หรือลองของอีกอ่ะ เพราะมันยากที่จะทำให้คนรู้สึกว่าสนุกแต่มีรสนิยม ไม่ใช่แนวแบบเรื่อง "กิ๊ก" ที่เน้นเด็กน่ารักแล้วก็พล๊อตเรื่องเบาๆ ชอบน้องแพทในเรื่องมาก หน้าตาถ้าแยกออกมาทีละส่วนก็ไม่สวยอ่ะ แต่เอามารวมๆกัน น่ารักเชียว

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ภาพยนตร์รัก 4รุ่น วุ่น4วัย

Once

ใจสู้หรือเปล่า...

ในบางช่วงเวลา คุณเคยพบคนบางคน ที่แม้จะเพิ่งเจอกันไม่นาน แต่เขาหรือเธอสร้างจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณหรือไม่ คนๆนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนหรือเพื่อน อาจเป็นใครสักคนที่เดินเข้ามา และช่วยนำทางคุณไปยังในที่ๆคุณฝันไว้ แม้ว่าคนๆนั้น มีโอกาสได้เพียงแค่คิดถึงมันและอยู่กับโลกปัจจุบัน

Once เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินข้างถนนที่รับซ่อมเครื่องดูดฝุ่น แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กสาวขายดอกไม้เข้ามาพูดคุยในช่วงเวลาที่เขากำลังต้องการเพื่อนหรือใครสักคนที่จะพูดคุย หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงความฝัน คนบางคน หลงลืมความฝันของตัวเอง และอยู่กับโลกปัจจุบัน เพราะเขาเชื่อว่ามันไม่มีทางที่จะทำมันได้ คนบางคน กลัวที่จะทำตามใจตัวเอง เพราะด้วยภาระผูกพัน ที่บางครั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นแค่เพียงข้ออ้าง เพราะเราไม่กล้าที่จะเดินไปตามทางนั้นต่างหาก แต่คนบางคน ก็เลือกที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อเดินทางตามความฝันของตัวเอง แม้ว่าจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า แต่ก็มีความเชื่อที่จะทำ Once ทำให้เรารู้สึกอิจฉาคนที่รู้ตัวว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร และเดินตามสิ่งที่ตัวเองนั้นต้องการ

สงสัยว่าเราคงเป็นคนที่ชอบดูหนังเพลงแน่ๆเลย เพราะไม่ว่าจะไปดูเรื่องไหน 99% เดินออกจากโรงต้องรีบแจ้นไปหาแผ่น soundtrack เรื่อง Once นี่อยากดูมานานแล้ว พี่ยุ้ยเชียร์ให้ไปดู ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพลงเพราะมากๆ ดูเสร็จแล้วก็ตั้งใจว่าจะออกไปหาแผ่นเพลงแน่ๆ แล้วก็ผ่านร้านประจำที่สยามเลยถอยมาสองแผ่น อีกนึ่งแผ่นคือ soundtrack หนังเรื่อง Juno หนังเรื่องนี้ก็ท่าทางจะดี CG น่ารัก แต่เหตุที่ว่าไม่ได้ดูหนังแต่ฟังเพลงก่อนก็เลยไม่ค่อยอิน

Wednesday, March 12, 2008

ฝนพรำในวันเหงาๆ


7 มีนา 08
จำไม่ได้ว่าเคยรู้สึกแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เวลาที่เราไม่สบายแล้วรู้สึกเหมือนไม่มีใคร ป่วยไป นอนไป น้อยใจไป เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ไม่สบายอย่างหนักจนมาทำงานไม่ไหว นอนซม แต่เพียงแค่วันก่อนหน้าที่จะป่วย มีปากเสียงกับแฟน แฟนวางหูใส่ เราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น อารมณ์ตอนไม่สบายก็เหมือนกับ ทั้งป่วย ทั้งน้อยใจรวมกัน เราไม่สบายทั้งวัน เค้าก็คงไม่รู้ว่าเราไม่ได้ไปทำงาน แต่ก็ไม่มีเสียงโทรศัพท์ถามไถ่กันสักคำ นั่งคิดไปก็รู้สึกไปว่ามีแฟนก็เหมือนไม่มี โทรมาอีกทีตอนสี่ทุ่ม พอรู้ว่าเราไม่สบาย ก็บอกแค่ว่า งั้นฟาพักผ่อนละกัน แล้วก็วางสายไป

8 มีนา 08
นอนทั้งวัน คุยกันอีกทีก็ตอนที่เราโทรไป เพราะเค้า msg มาแต่เราเพิ่งตื่นนอนเอาเมื่อตอนเย็น แต่เรื่องมันจบลงตรงที่การทะเลาะกันต่อ เราคิดหลายครั้งมากว่าทำไมจะต้องมีแต่เราที่ต้องมานั่งเข้าใจในสิ่งที่เค้าทำ ทั้งๆที่เค้าเองไม่ได้พยายามจะเข้าใจอะไรเราเลย เพราะเค้าเชื่อว่า สิ่งที่เค้าทำเป็นสิ่งที่เค้าคิดดีแล้ว ถึงจะผิด แต่ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องเพราะเค้าคิดไว้ว่า มันจะต้องเป็นแบบนั้น โดยไม่ฟังความจริงจากเราสักคำว่าเราทำในสิ่งทีเค้าประนามแล้วหรือยัง

9 มีนา 08
วันอาทิตย์ อาการเราก็ยังไม่ดีขึ้น เราจึงตัดสินใจออกจากบ้านด้วยอาการเบลอๆไปหาหมอเองอีกครั้ง ขับรถด้วยอัตรา 80 กม.ต่อชั่วโมง หมอฉีดยาแก้อักเสบที่ก้นไปหนึ่งเข็ม ซึ่งเจ็บโคตรๆ เราก็เดินขาลากไปที่จอดรถจนพยาบาลเข้ามาถามว่าเอารถเข็นไหม มันทำให้เราคิดถึงเมื่อหลายปีก่อนในวันที่เราท้องเสียอย่างรุนแรง แล้วต้องขับรถไปโรงพยาบาลพระราม 9 แล้วต้องนั่งรถเข็นมาที่รถ ในตอนนั้น เราจำไม่ได้ว่าเรามีแฟนอยู่หรือเปล่า แต่วันนั้นกับวันนี้ ทำไมมันช่างเป็นความรู้สึกที่เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ วันนี้ฉันมีเธอ แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามีเธออยู่ข้างๆ

ตกเย็น เรารู้สึกแย่มาก จึงโทรไปหาเค้า เค้าให้เหตุผลว่า เค้ารู้สึกว่าเมื่อไหร่ที่เค้าเสนอความปราถนาดีไปให้ เรามักจะปฏิเสธทุกครั้ง จึงทำให้หลังๆ เค้าไม่อยากสนออะไร เพราะกลัวถูกปฏิเสธอีก ...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... แมนไป ก็ไม่ดี


Saturday, January 19, 2008

หนังที่อยากดูแต่ไม่ได้ดู กับ หนังที่ดูแล้วอยากออกไปซื้อ pop corn กินนอกโรง

หนังที่อยากดูแต่ไม่ได้ดูในปี 2007
(ใครแอบอ่านอยุ่แล้วมีแผ่น ขอยื้มด้วย pleaseeee)


Feast of Love : ชั้นโกรธธธธ ตั้งใจจะไปดู ดันออกซะงั้น
The Pursuit of Happyness
Smokin' Aces
Copying Beethoven
The Fountain (ซื้อแผ่นมาแต่หายตอนทำบ้าน เซ็งเป็ด)
Lambs and Lion
Priceless
Little Children
Ensemble, c'est tout
Michael Clayton
Lust, Caution

หนังที่ร้องไห้ออกจากโรงเพราะเสียดายตังค์

โคตรรักเอ็งเลย: ไม่ชอบนางเอก ดูย้วยๆ ฉากดูดปากกับโน้ตดูแล้วไม่อยากจูบผู้ชาย ดูมี germs
Pirates of the Caribbean: At World's End: หนังเด็กงะ หลอกกันนี่หว่า
ตั๊ดสู้ฟุด :ชั้นคงไม่ใช่ target group
Rush Hour 3: อันเนื่องมาจากว่าไม่ชอบดูหนังตบตีกันโครมคราม ...
1408: ฮือๆๆๆๆ พี่จอหน์ คูแซก แก๊สระเบิด

10 อันดับหนังในดวงใจปี 2007

ตั้งใจว่าจะเขียน 10 อันดับหนังปี 2007 ที่เราชอบเมื่อปีที่แล้วเป็นหัวข้อตอนปีใหม่ แต่.. เราลืม.. แล้วเราจะจำได้ไงว่าเราดูอะไรไปบ้างอ่ะ ใน blog นี้ก็ตามจังหวะว่างก็เขียน ไม่ว่างก็ลืม ... ก็เลยว่าจะเสียมารยาทออสการ์ รวม Across the universe ไปด้วย เพราะเพิ่งดูและชอบ 555 blog ข้า ตามใจข้าจิงๆ

10) 2 days in Paris (ในที่สุด 1 ใน 10 อันดับก็มีอะไรเกี่ยวกับฝรั่งเศสสุดที่รัก อิอิ) ดูแล้วเหมือนเห็นตัวเองอยู่กับแฟน คนเขียนบทน่าจะเอาสิ่งที่เค้าคุยกับแฟนมาเขียน แล้วพัฒนามาเป็นบท เหมือนกับเวลาดูเรื่องพลอย แล้วรู้สึกว่า ทุกคู่มันคุยกันอย่างนี้หรือไง ทำไมคุ้นจริง

9) พลอย ทำให้เรายิ่งมั่นใจในความเชื่อที่ว่า ความรัก มีวันหมดอายุ แต่ความผูกพัน ไม่มีที่สิ้นสุด

8) Nana2 ชอบเพราะว่ารักเรื่อง Nana 1 โฮะๆๆ ล้อเล่น ภาคสองนี่เค้าก็มีปมหนังดีเหมือนกันอ่ะ เพราะเท่าที่รู้ ชะนีญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นแบบฮะจิอ่ะ ไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะทำอะไร แล้วก็มีแต่เรื่องเลิฟๆตามประสา แม้ว่าตอนจบจะดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่ก็เอาอ่ะ หนังก็คือหนัง

7) Babel ชอบจังเลย หนังที่เป็นเรื่องของคนในสถานที่ๆต่างกันแต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ในจุดใดจุดหนึ่ง มันเหมือนกับเราเป็นพระเจ้าและกำลังมองมนุษย์ที่เหมือนกับฝูงมดเดินกันไปมาและมีวิธีจัดการชีวิตของแต่ละคนต่างกันไปตามสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ดูแล้วอยากให้ผุ้ก่อการร้ายภาคใต้ดู แล้วคิดว่า ยังไงซะ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำดีกันไว้ แล้วเลิกเผาโรงเรียนเหอะ เหนื่อย

6) Music and Lyrics เพิ่งจะมารู้ใจตัวเองเมื่อไม่นานมานี้หลังจากดูรายการ cinema cinema cinema สิบอันดับหนังเพลง ว่าชั้นชอบดูหนังเพลงนี่หว่า หนังเรื่องนี้ soundtrack น่ารัก และชอบดรูว์แบรี่มอร์ หน้าตาน่าแกล้งมาก

5) Final Score เรื่องนี้เข้าไปดูเพราะเป็นหนัง GTH แต่ผู้กำกับเค้าทำดีกว่าที่คิด ดูแล้วคิดถึงตอนเราเอนท์ ชีวิตแบบนี้เลย สับสน ไม่รู้อนาคต มองไปข้างหน้าอย่างเดียวว่า ทำไงถึงเอนท์ติด

4) Across the Universe ชอบเพราะ beatles soundtrack เพราะ แค่นี้แหละ plot เรื่องอย่าคิดมาก ภาพสวย เพลงเพราะ กับเพลงความหมายๆลุ่มลึกของ the beatles ก็เพียงพอแล้ว

3) The lives of others เอ๊ะ หรือว่าชั้นชอบดูหนังที่เกี่ยวกับความหดหู่ของช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนี่ย เรื่องนี้คนเล่นเป็น spy เล่นดีมากๆ

2) Pan's Labyrinth (จำไม่ได้ว่าดูตอน 2007 หรือ 2006 แต่ไม่รู้ล่ะ รวมๆไปด้วย) ยอดเยี่ยมทั้งภาพและบท หนังสะท้อนให้เห็นถึงการมองโลกที่ในความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายในยุคสงครามโลก แต่เด็กเลือกที่จะใช้จินตนาการของตัวเองเข้าไปผูกกับชีวิตจริงของเธอ ตอนจบอาจดูเศร้า แต่ชีวิตของเธอช่างมีความสุขมากกว่าตอนที่เธออยู่กับโลกความจริง

1) รักแห่งสยาม แม้ว่าจะมีคนหาว่าหนังเรื่องนี้หลอกลวงในด้านการโฆษณา แต่เราเข้าใจคนทำ Marketing ว่าถ้าขายประเด็นเกย์แล้วหนังก็จะจบแบบเพื่อนกูรักมึง เนื่องจากยังไง้ ยังไง สังคมไทยส่วนใหญ่ ก็ยังมีคนรับไม่ได้กับการเห็นฉากผู้ชายดูดปากกัน ได้แต่หวังว่าน้องมะเดี่ยวจะไม่ถอดใจไปวะก่อนและทำหนังดีๆเช่นนี้ให้เรามาดูอีก และด้วยความชอบส่วนตัวที่เราชอบดูหนังรัก เราขอยกให้ "รักแห่งสยาม" เป็นหนังในดวงใจและขึ้นแท่นหนังรักในดวงใจอันดับหนึ่งสำหรับปีนี้

Wednesday, January 02, 2008

Wonderful Hong Kong

Disneyland Hongkong



Wonderful Hong Kong


เราไปเที่ยวฮ่องกงมาเมื่อ 22-26 ธันวาคมที่ผ่านมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะช๊อปปิ้งไม่เกิน 10,000 บาท แต่ไปๆมากๆ เกินงบไม่ไม่รู้กี่เท่า มานั่งคิดๆดู ก็พอๆกับโบนัสที่ได้น้อยนิดกระจิดริดในปีนี้ แต่เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เงินซื้อความสุขได้จริงๆ ฮ่า ดีที่ตลอดทริปนี้แฟนคนดีเลี้ยงหมด ไม่งั้นงบคงบานปลายไปกว่านี้แน่ๆ

ฮ่องกงตอนที่เราอายุ 32 ปี กับตอนที่ไปเมื่ออายุ 17 ปีนี่ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว สมัยโน้นไม่รู้จักยี่ห้ออะไร ตามอาอี้เค้าไปเรื่อยๆ เดินก็แค่ Ocean Terminal แต่คราวนี้เราไปห้าวันสี่คืน วันแรกเราก็ช๊อปกันแล้วด้วย sisley, Benetton ลด 50% เมื่อซื้อสี่ชิ้นขึ้นไป พี่เค้าเลยล่อสี่ชิ้น แถมอุปการะเสื้อเราอีกหนึ่งตัว เย้ วันที่สองไป Hong Kong Disneyland เนื่องจากไม่ได้คาดหวัง ดังนั้น มันก็เลยสนุกสนาน ถ่ายรูปเพลิน แถมตอนกลางคืน เค้ามีหิมะฟองสบู่ น่ารักมาก และมี firework กับประดับไฟช่วงคริสมาส คุ้มค่ามากๆ หลังจากกลับจากดิสนี่ เชือ่ไหมว่า เราช๊อกันต่อ และแน่นอน สามวันที่เหลือ เราก็เดินช้อปปิ้งกันตั้งแต่ห้างยังไม่เปิด จนถึงห้างปิด ยิ่งวัน X’mas eve เค้าเปิดร้านถึงตีสอง แต่เราขาเดี้ยงตอนเที่ยงคืน ต้องกราบเท้าแฟนให้ช่วยไปส่งเราที่โรงแรม เพราะพี่แกไม่รู้จักเหน็ดหนื่อยเลย ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน งานนี้เรียกว่ามาทีช้อปกันกระจาย แถมตระเวนกินอาหารกันใหญ่ แต่สุดท้ายก็ตายรังที่ร้าน Sweet Dynasty ของเค้าดีจริงๆ ใครไปฮ่องกงห้ามพลาดเด็ดๆ เราไปกินมาสี่ห้ามือ พยายามสั่งไม่ซ้ำอย่าง ก็ยังอร่อยทุกอย่าง นี่ขนาดเราไม่ค่อยอินอาหารจีนเท่าไหร่ แต่รับประกันว่ารสชาติดีทุกจาน



หมี่ผัดรสชาติเด็ดดวง กินกับชาจีนร้อน



ร้านที่ประทับใจที่สุด แน่นอน เป็นร้าน Agnes B. Café โดยที่แฟนเราเค้าจองไว้ล่วงหน้าโดยไม่บอกเรา แล้วให้เราเลือกเอง แล้วบังเอิญอีกที่เราก็เลือกร้านนี้ พอไปถึง เค้าก็บอกว่า เราต้องซื้อเป็น dinner Set คนละ 1,200 เหรียญ เราก็มองหน้าแฟนว่าเอาไงดีหว่า แพงชมัด แต่คุณแฟนเค้าชี้ชื่อเค้าไปแล้วบอกว่า เค้าจองชื่อนี้ เราก็อึ้งไป.. เดินตามไปแบบงงๆ ที่แท้เค้ากะจะ surprise เรานี่เอง ร้านออกแบบน่ารักมาก อาหารก็อร่อย เป็นครั้งแรกที่กินอาหารฝรั่งเศสแบบ full course เรียนอยู่ที่โน่น มีแต่ทำกินเอง แล้วก็กินเคบับ




Sweet dinner on X'mas Eve


ร้านขนมที่อร่อยๆก็มีร้านมะม่วง จำไม่ได้แล้วว่าชื่อร้านอะไร แต่อารมณ์ Mango Tango แต่อร่อยล้ำ


สรุปว่าทริปนี้ประทับใจสุดๆ ไม่คิดว่าไปฮ่องกงจะสนุกขนาดนี้ ตั้งใจว่าจะเก็บตังค์ไว้ไปฉลองคริสมาตที่โน่นคราวหน้าแน่ๆ